| คุยหลังไมค์...วิเคราะห์ซื้อขายยางจริง(ล่วงหน้า)โดย ทีมงาน"ราคายางดอทคอม" | |||
| ประจำวัน ศุกร์ ที่ | 10 | เมษายน 2569 | |
| Contract Month | Last | THB | หลังหักค่าใช้จ่าย |
| RSS3 | |||
| พ.ค.-26 | 251.9 | 81.04 | 75-77 บาท เฉลี่ย 76 บาท |
| มิ.ย.-26 | 248.7 | 80.01 | 74-76 บาท เฉลี่ย 75 บาท |
| ก.ค.-26 | 244.4 | 78.62 | 73-75 บาท เฉลี่ย 74 บาท |
| TSR20 | |||
| พ.ค.-26 | 202.5 | 65.14 | 56-58 บาท เฉลี่ย 57 บาท |
| มิ.ย.-26 | 202.2 | 65.05 | 56-58 บาท เฉลี่ย 57 บาท |
| ก.ค.-26 | 202.4 | 65.11 | 56-58 บาท เฉลี่ย 57 บาท |
| หมายเหตุ อ้างอิงโดยตลาดยาง SICOM | |||
ราคายาง>>>เป็นธรรมดาในช่วงหยุดยาว 5 วัน ในเทศกาลวันสงกรานต์ ภาพรวมของการเปิดราคายางในประเทศหรือพูดง่ายๆว่าของโรงงานหรือผลประมูล ณ.ตลาดกลางจะเป็นลักษณะซื้อแบบชะลอตัวแล้ว เริ่มจาก
--- ตลาดประมูล แจ้งหยุดตั้งแต่ วันที่ 11-15 เมษายน เปิดทำการ 16 เมษายน
--- โรงงานโดยเฉลี่ยแจ้งหยุด บางโรงตั้งแต่ 11-19 /4 กันไปเลย แต่โรงงานหลักๆส่วนใหญ่จะแจ้งหยุดตั้งแต่วันที่ 13-15/4
จึงไม่แปลกที่ในวันนี้โรงงานจะไม่เปิดราคาหรือไม่สู้ราคาคับ อีกทั้งปัจจุบัน โรงงานมียางที่ขายไว้ล่วงหน้า (Long Term) 3 เดือนครบหมดแล้วตามที่ทางบริษัทหลายๆบริษัทได้กล่าวไว้ข้างล่าง โดยปัจจุบันที่โรงงานซื้ออยู่คือซื้อเพื่อผลิตของเดือน มิ.ย.คับ แต่อย่างไรก็ตามโรงงานหลายแห่งก็กล่าวไว้ว่า หากปัญหาสงครามไม่จบง่าย ถึงจะทำให้ยางสังเคราะห์มีระดับราคาที่สูงขึ้นกว่ายางธรรมชาติ แต่ปัญหาคืออุปสงค์ (หมายถึงเศรษฐกิจทั่วโลกจะชะลอตัว คนจะลดการใช้จ่าย) จุดนี้ก็ส่งผลถึงราคายางในอนาคตคับ แต่....
แนวโน้มอุปทานยางพาราโลกที่ทยอยปรับลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ทิศทางราคายางเข้าสู่รอบขาขึ้น และมีแนวโน้มยืนระดับสูงได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้าปัจจุบันมีคำสั่งซื้อครอบคลุมแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี แม้ภาพรวมอุปสงค์ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่ได้รับแรงหนุนจากระดับสินค้าคงคลังของลูกค้าที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับปริมาณอุปทานที่ตึงตัว ทำให้บริษัทสามารถจำหน่ายสินค้าในราคาอ้างอิงตลาด SICOM บวกพรีเมียมได้
สำหรับแนวโน้มระยะยาวในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า คาดว่าราคายางมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงและปรับเพิ่มขึ้นได้ จากผลผลิตยางของไทยที่ลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยผลผลิตยางไทยลดลงแล้วราว 30% จากปี 2561 และมีแนวโน้มลดลงถึง 50% ภายใน 3 ปีข้างหน้า ปัจจัยหลักมาจากภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และชัดเจนในปี 2570 รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกยางที่ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกปาล์มน้ำมันซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า ท่ามกลางความต้องการใช้ไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น
***เทียบตลาดยางนอกที่ใช้อ้างอิงในการเปิดราคาโดยมีเงินบาทอยู่ที่ 32.17 บาทได้ดังนี้***
หากคำนวณราคาปิดวันนี้เพื่อดูแนวโน้มราคาเปิดของโรงงานพรุ่งนี้ คาดว่าโรงงานจะเปิด"ราคาแผ่นรมควัน"ได้ในกรอบ 73-75 บาท เฉลี่ย 74 บาท
หากคำนวณราคาปิดวันนี้เพื่อดูแนวโน้มราคาเปิดของโรงงานพรุ่งนี้ คาดว่าโรงงานจะเปิด"ราคาแผ่นดิบ"ได้ในกรอบ 71-73 บาท เฉลี่ย 72 บาท
หากคำนวณราคาปิดวันนี้เพื่อดูแนวโน้มราคาเปิดของโรงงานพรุ่งนี้ คาดว่าโรงงานจะเปิด"ราคาเศษยาง"ได้ในกรอบ 56-58 บาท เฉลี่ย 57 บาท
ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญส่งผลกระทบอย่างมากต่อการผลิต การจัดหา และราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ โดยก่อให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก เช่น ภัยแล้งและน้ำท่วม ประเภทสินค้าโภคภัณฑ์หลักที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดมีดังต่อไปนี้: จะก่อตัวขึ้นในปี 2026 หรือไม่ และการคาดการณ์ก็ยังไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความรุนแรงจะเป็นอย่างไร การเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญก็บ่งชี้ถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศโลกที่เพิ่มขึ้น
- ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
ภาคเกษตรกรรมเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและสำคัญที่สุดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรผันผวนอย่างมากในพื้นที่การผลิตหลักหลายแห่งทั่วโลก
น้ำตาล : ผลกระทบสำคัญ ภูมิภาคผลิตน้ำตาลที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เช่น ไทยและเวียดนาม) และอินเดีย มีความเสี่ยงต่อภัยแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตอ้อยลดลง ในขณะเดียวกัน ภาคกลางและภาคใต้ของบราซิลอาจมีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าปกติในช่วงฤเก็บเกี่ยว ส่งผลกระทบต่อการบดอ้อย โดยรวมแล้ว ปรากฏการณ์เอลนีโญมักส่งผลให้ราคาน้ำตาลโลกสูงขึ้น
น้ำมันปาล์ม : ภูมิภาคที่ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย มักประสบภัยแล้งในช่วงปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ผลผลิตปาล์มลดลงและทำให้ราคาน้ำมันปาล์มสูงขึ้น
ข้าว : เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้เป็นแหล่งส่งออกข้าวที่สำคัญของโลก ภัยแล้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของข้าว ทำให้ผลผลิตลดลงและส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้น
ข้าวสาลี : ปริมาณฝนที่ผิดปกติในภูมิภาคที่ผลิตข้าวสาลีรายใหญ่ เช่น ออสเตรเลียและยุโรป อาจส่งผลให้ผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ลดลง ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์อุปทานอาหารทั่วโลกตึงตัวมากขึ้น
กาแฟและโกโก้ : พืชเศรษฐกิจเขตร้อนเหล่านี้มีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศอย่างมาก ความร้อนจัดหรือภัยแล้งในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ (เช่น เวียดนามและบราซิล) สามารถเร่งให้ผลผลิตลดลงและส่งผลให้ราคาสูงขึ้นได้
ถั่วเหลือง : ผลกระทบนั้นค่อนข้างพิเศษ โดยปกติแล้วปรากฏการณ์เอลนีโญจะนำพาปริมาณน้ำฝนที่เหมาะสมมาสู่ภูมิภาคที่ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ในทวีปอเมริกา (เช่น สหรัฐอเมริกาและอาร์เจนตินา) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิตถั่วเหลืองและอาจส่งผลให้ราคาถั่วเหลืองลดลง
ยางธรรมชาติ : อุณหภูมิสูงและภัยแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจส่งผลให้ผลผลิตยางธรรมชาติต่อไร่ลดลง ในอดีต ราคายางมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในช่วงปรากฏการณ์เอลนีโญ
ข้าวโพด : ผลกระทบจะแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค ผลผลิตข้าวโพดในภูมิภาคที่ผลิต เช่น สหรัฐอเมริกา บราซิล และแอฟริกาตอนใต้ อาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ในขณะที่ผลกระทบจะแตกต่างกันไปในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะยิ่งทำให้ความไม่แน่นอนของอุปทานทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น


จัดทำโดย www.rakayang.net